ท่องเที่ยวไทย » ใคร​ว่า​ท่องเที่ยว​ไทย​วิกฤติ?!

ใคร​ว่า​ท่องเที่ยว​ไทย​วิกฤติ?!

19 December 2018
6   0

เลิกโอดครวญได้แล้วว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังวิกฤติ สูญเสียรายได้นับหมื่นล้าน เพราะนักท่องเที่ยวจีนขยาดพิษเรือล่มที่ภูเก็ต และเอือมพฤติกรรมเจ้าหน้าที่สนามบินไทย เลยหายจ้อยไม่มาเหยียบไทยแลนด์

เอาจริงๆนะ เมืองไทยของเรายังมีจุดแข็งให้พูดถึงเยอะแยะ โดยรายงานล่าสุดขององค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ บ่งชี้ว่า ถ้าเอาตัวเลขใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเป็นเครื่องวัด ประเทศไทยยังครองความเป็นเบอร์หนึ่งในเอเชียได้สบายๆ เฉพาะปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายในไทยมากถึง 57,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แซงหน้ามหาอำนาจเศรษฐกิจอย่างจีน ที่ดูดเงินนักท่องเที่ยวได้ปีละ 33,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ญี่ปุ่นสร้างรายได้จากการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยว 34,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่ามัวแต่โทษปี่โทษกลองอยู่เลย ประเทศไทยควรจะมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวแบบเน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณซะที ถ้าเราทำได้ดีขนาดว่าสูสีคู่คี่กับฝรั่งเศส แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของโลก ซึ่งปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้าไปจับจ่าย 61,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ มันก็น่าลุ้นไม่ใช่เหรอ

จุดแข็งด้านท่องเที่ยวของไทยในสายตาต่างชาติคือความหลากหลายวาไรตี้ที่โดนใจนักท่องเที่ยวทุกระดับ เมืองไทยมีให้เลือกกิน เลือกนอนเลือกเที่ยวตั้งแต่หรูเลิศอลังการสุดติ่ง ไปจนถึงสตรีทฟู้ดข้างถนน ใครอยากจะปิดเกาะนอนอาบแดดก็ทำได้ ขอให้กระเป๋าหนักและใจถึง หรือจะนั่งโซ้ยบะหมี่ริมถนน ยืนรูดหมูปิ้งกับข้าวเหนียว ก็อิ่มข้ามวันในราคาแค่เหรียญเดียว

กรุงเทพฯยังได้รับการจัดอันดับจากมาสเตอร์การ์ดต่อเนื่องเป็นปีที่สาม ในฐานะเมืองที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก เฉพาะปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้จ่ายรูดปรื้ดๆในเมืองกรุงเฉลี่ยวันละ 173 ดอลลาร์สหรัฐฯ คาดการณ์ว่าในปีหน้ายอดการใช้จ่ายจะคึกคักขึ้นเป็นเท่าตัว โดยมีโครงการเมกะโปรเจกต์หลายหมื่นล้าน “ไอคอนสยาม” เป็นแม่เหล็กใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศ

ไม่เฉพาะแต่เมืองไทยที่กังวลเรื่องนักท่องเที่ยวจีนหดหาย แม้แต่แบรนด์เนมยักษ์ใหญ่ของยุโรป อย่างหลุยส์ วิตตอง, กุชชี่, ปราด้า, แอร์เมส ก็กำลังมึนตึ๊บปรับกลยุทธ์แทบไม่ทัน เพราะวันหยุดยาวของชาวจีนเมื่อต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา จู่ๆนักท่องเที่ยวแดนมังกรก็ลดฮวบครึ่งต่อครึ่ง จากเดิมที่มีแต่คนจีนมายืนต่อแถวช็อปปิ้งแบรนด์เนมกันคึกคัก ตอนนี้ห้างแกลเลอรีส์ ลาฟาแยตต์ ที่ปารีส แทบจะร้างไปแล้ว

บริษัทที่ปรึกษากลยุทธ์ระดับโลก “Bain & Co.” วิเคราะห์ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการประกาศสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ฉุดให้เศรษฐกิจจีนซบเซาลง คนจีนเลยกระเป๋าแฟบไม่กล้าใช้จ่าย แถมจู่ๆศุลกากรจีนก็ลุกขึ้นมาเข้มงวดเรื่องเก็บภาษีนำเข้าสินค้า จากที่เคยปล่อยปละละเลยมายาวนาน โดยวันหยุดโกลเด้นวีกที่ผ่านมามีการแชร์สนั่นในโลกออนไลน์จีนว่า นักท่องเที่ยวจีนโดนปรับหนักปรับจริงจนเข็ดขยาด ใครหิ้วสินค้ามูลค่าเกิน 700 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2 หมื่นบาท) เป็นไม่รอดสายตาศุลกากรจีน โดนหนักสุดคือที่สนามบินผู่ตง เซี่ยงไฮ้ เมืองไฮโซ
ผู้มีอันจะกิน

ก็เพราะจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกกว่า 1,400 ล้านคน แบรนด์เนมทั้งหลายจึงเร่งแก้เกมกันยกใหญ่ โดยแว่วมาว่าจะมีการปรับลดราคาสินค้าในจีน จากเดิมที่ตั้งไว้สูงกว่ายุโรป 60-80% ทำให้คนจีนซื้อของแบรนด์เนมแพงที่สุดในโลก!!

ถ้าคนจีนไม่กล้าช็อปปิ้งนอกประเทศ ไม่เดินทางออกมาจับจ่ายใช้สอย ก็มีแต่เจ๊งกับเจ๊งชัวร์ เพราะทุกวันนี้ประเทศไหนๆก็พึ่งเงินหยวนจากอาตี๋อาหมวยแดนมังกร.